ลูกที่รักของแม่
คำว่า "ความกลัว" นั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้จ้ะ
แต่หลังจากที่เราสามารถจัดการกับ ความกลัว นั่นได้แล้ว
สิ่งที่จะตามมาคือ เราจะพร้อมที่จะเผชิญกับทุกอย่าง ด้วยจิตใจอันใหม่
แต่เราต้องรู้จักตัวเอง สามารถรู้วิธีที่จะจัดการไม่ให้มันอยู่กับเรานานเกินไป
อ่านแล้ว งง ใช่ไหม
แม่เพิ่งเจอกับตัวเองเช้านี้แหละ
สิ่งที่แม่เคยคิดว่า "ไร้สาระ" กลับเกิดกับตัวแม่เองเสียแล้ว เจ้าหนู..
แม่เคยคิดอย่างนั้นจริงๆสำหรับคนที่ห่วงใยว่า ลูกในท้องตัวเองจะพิการบ้าง
มีนิ้วไม่ครบห้านิ้ว นับยังไง ก็ไม่ครบสามสิบสอง
แม่คิดว่า มันช่างไร้สาระที่หาความคิดเช่นนั้นมาใส่สมองได้ยังไง
เช้านี้เกิดกับแม่เองเลย
มันแวบขึ้นมา เมื่อคิดว่า วันนี้จะต้องไปรพ. เพราะถึงนัดตรวจ
แล้วถ้าผลออกมาว่า เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นกับหนูล่ะ
แม่เครียดฉับพลันอย่างรวดเร็ว ประสาแม่ขี้กลัว
แล้วแม่ก็ตั้งใจหาวิธีจัดการกับความคิดของตัวเอง
วิธีที่ดีที่สุดของแม่นั่นคือ การนอน
ถ้าได้ตื่นขึ้นมาใหม่หลังจากนั้น แม่จะรู้สึกดีขึ้นมาก
คงเหมือนเกิดใหม่ มั๊งจ๊ะ ..
โชคดีที่แม่ตื่นเช้ากว่าพ่อ ยังเหลือเวลาอีกเยอะ
บวกกับสองสามวันมานี่ แม่รู้สึกว่า ตัวเองเหนื่อยพิกลอยู่
แต่ก็พากันนอนซะอิ่มจนเกือบไปรพ.สายกัน
ที่รพ. ความดันแม่ตกต่ำให้เจ๊พยาบาลส่ายหัวอีกแล้ว
พ่อเลยพยักหน้าเรียกให้แม่ออกไปวัดด้วยเครื่องวัดความดันที่ห้องกลางของรพ.
เรารีบไปรีบกลับ เพราะคิวแม่เป็นคิวต่อไป
ผลปรากฎว่า มันสูงกว่าที่เจ๊นั่นวัดให้เยอะเลย
แผนกนี้ของรพ. ยังใช้วิธีวัดความดันด้วยหูฟังที่ล้าสมัยอยู่เลย
เรื่องแบบนี้มันก็คงผิดพลาดได้แน่
พ่อรีบร้อนตัวทันที เพราะตัวเองข้ามขั้นตอนการพาแม่มาตรวจพิเศษไป
รีบหาข้อแก้ตัวเตรียมเอาไว้ก่อนเข้าห้องพบลุงหมอ
แต่ลุงหมอบอกว่า หากว่าไม่ได้มีอาการวิงเวียน หน้ามืด นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะหนูก็กำลังเติบโตดีนอนขดอยู่ในท้องแม่นั่นแล้วไง
วันนี้หนูไม่ดิ้นมากมายเลย ยกมือโบกโชว์พ่ออย่างเดียวเท่านั้น
หนูกำลังนอนท่าคว่ำหน้าลง งอเข่าเอาไว้ใต้พุง ยกแขนเป็นครั้งคราว
สิ่งที่พิเศษมากคือ ตัวหนูใสแจ๋วเลยลูก
แม่มองเห็นกระดูกสันหลังของหนูเป็นข้อๆยาวลงมาเลย
เลยต้องอวดพ่อเสียหน่อยว่า ท่าทางชอนซาจะตัวสูงนะ
เป็นการแซวพ่อไปในตัว ฮ่า ฮ่า ฮ่า
หนูตัวโตขึ้นเยอะ แต่ลุงหมอก็ไม่ได้วัดความสูงให้
ดูท่าทางลุงหมอเหนื่อยๆ ทำไมช่วงนี้เหนื่อยกันไปหมดนะ
แม่ก็มานึกเอาได้ตอนออกจากรพ.แล้วด้วยว่า
ทำไมเราไม่มีของขวัญชูสกมาทักทายลุงหมอเลย
ไม่เป็นไรจ้ะ .. เอาไว้ ครั้งหน้าค่อยหาโอกาสใหม่
ครั้งนี้ลุงหมอให้ฟังเสียงหัวใจเต้นด้วยจ้ะ
เสียงดั่งลั่นห้องเลยลูก แล้วแกก็อธิบายให้พ่อฟังว่า
ความจริงนี่ไม่ใช่เสียงจริงๆ แต่เป็นเสียงที่เครื่องทำให้ตามจังหวะการเต้นของหัวใจลูก
แต่ทุกอย่างลุงหมอก็ยังบอกว่า หนูยังเด็กอยู่มาก มองอะไรไม่ค่อยเห็นชัด
อ้อ ... แม่เห็นทีต้องปรับตัวเรื่องการนอนพักผ่อนใหม่แล้วหละ
กลับมาจากรพ. แม่นอนรวดไปเลย 1.30 ชั่วโมง
ความดันที่ต่ำด้วย แม่เห็นทีต้องเพิ่มปริมาณธาตุเหล็กเสียหน่อยแล้วหละ
เค้กที่รพ.น่ากินมากก หอมกลิ่นปนกับกาแฟได้อย่างมีเสน่ห์มากๆ
พ่อจะซื้อให้ แต่แม่ก็ปฎิเสธ .. มีแต่ครีม เนย แป้งไข่นิดหน่อย น้ำตาลมากมาย
คนทำเค้กเองทำไมจะไม่รู้เนาะ
พ่อเลยแซวแม่โดยการทำเสียงตลกๆว่า "ยองยาง ยงยังๆๆ "
เพราะเห็นแม่เลือกกินจัง เลือกแต่อาหารที่มียองยางเยอะๆน่ะ
(ยองยาง แปลว่า สารอาหารที่อุดมสมบูรณ์)
ยิ่งอยากกอดหนูมากขึ้นทุกที โตเร็วๆนะที่รัก
2006/9/29
*แม่ไปโดนสูบเลือดตรวจ อีกครั้งแล้ว
เรื่องการตรวจนี่วันหลังแม่จะเล่าให้ฟังว่า เราสองคนเถียงกันที่รพ.ยังไงบ้าง
เถียงกันแบบเอาชนะกันให้ได้เลย เพราะแม่ก็เชื่ออย่าง พ่อก็เชื่ออย่าง
*ผลสรุปของวันนี้คือ หลังจากเราเดินเผชิญหน้ากับความกลัวแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เราคิดเลย ลูกรัก
2 comments:
กำลังนึกท่าซอนชาโบกมือให้พ่อบิลลี่อยู่
^_____^
บางที คนเราก็กลัวจนเกินจะก้าว
แต่บางที เราก็ก้าวมากเกินกว่าจะคิดกลัวซะบ้าง
^^
Post a Comment