แต่คุณหมอทำนายทายทัก ด้วยวิธีตรวจความพร้อมของมดลูก
แล้วบอกว่า น่าจะเลทกว่ากำหนดสัก 1-2 สัปดาห์
วันที่ 16 ไปพบหมอ.. ไม่ใช่ตามนัด แต่วางแผนเอง
ขอให้หมอตรวจปากมดลูกอีกครั้ง
แต่หมอบอกว่า รออีกสัปดาห์ดีกว่านะ
หมอนะหมอ หมอไม่รู้เลยว่า
นั่นเกือบทำให้คนเชื่อตำราต่างภาษา แทบจะทะเลาะกัน
วันที่ 17ผ่านไป อย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่เชื่อหมอแล้วจะเชื่อใคร
วันที่ 18 รู้สึกว่าวันนี้ท้องมันหนัก และแข็งบ่อย
แต่ก็ยังคิดว่ามันปกติ
สี่โมงเย็น ตกใจมากเมื่อเห็นเลือด
จำได้ว่า อ่านจากหนังสือบอกว่า
ถ้ามีมูกเลือดออกมา ให้รพ.ได้เลย
ซับดูครั้งแรก เป็นเลือดเฉยๆ
นั่นเป็นวันอาทิตย์ พ่อชอนซาอยู่บ้าน
แกแ้จ้งให้ทราบตามความรู้ของแกว่า
เลือดอย่างนี้คือ "อีซึล" (แปลว่า น้ำค้าง)
แถมท้ายด้วยว่า "โอ๊ยย อีซึลส่องแสงแล้วเขาก็ยังต้องรออีกตั้งสี่ห้าวัน"
เข้าห้องน้ำอีกครั้ง คราวนี้ มูกเลือดมาตามสัญญา
มูกเลือดจริงๆ
ความตกใจ ร้องว่าไม่ไหวแล้วๆ ต้องไปรพ.
แต่ย่าชอนซา นัดทานข้าวด้วยกันเอาไว้แล้ว
ไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องไปตามนัด
ท้องเริ่มปวด บีบแล้ว
หยิบนาฬิกามาผูกข้อมือ คอยสังเกตุความถี่
สามสิบนาที ครั้ง
เอาหละ ยังไม่เป็นไร
กินหมูย่างไม่อร่อยเลย
ค่อยๆกิน กินได้น้อยมาก
ปวดท้องหน้าบี้ เป็นพักๆ
ตำราเกาหลีทั้งหลาย ยังนั่งกันสบายใจ
เพราะเชื่อว่า ยังอีกนาน
ออกจากร้านอาหาร
ระดับความถี่ เปลี่ยนเป็น สิบห้านาทีครั้งแล้ว
พอกลับเข้าบ้าน ก็เข้าห้องน้ำ
หัวใจจะวาย มูกเลือดชักจะเข้มข้นขึ้น
ที่สำคัญ มีก้อนเนื้อขนาดจุกคอร์ก ตกในโุถ
อันนี้แม่อิฉัน(คุณยายชอนซา)ตกใจแล้ว แม่ว่า เกิดมาไม่เคยเห็น ..
ตอนนั้นประมาณ สองทุ่ม
เป็นสัญญาณให้สอง(คน)ทุ่ม(เถียงกัน)
ตำราเกาหลี บอกว่าอีกนาน
อิชั้นหละอยากจับทุ่ม ตัวเองมาปวดเองเอาไหม?
กว่าจะตกลงกันได้ ไปนอนรพ.เมื่อตอนสี่ทุ่ม
พยาบาลตรวจปากมดลูก ผลคือ เปิดแล้วสองเซ็นต์
ต้องแอดมิทเลย
ห้าทุ่มเปิด สามเซ็นต์
เที่ยงคืน เปิด สี่เซ็นต์
นอนรอถึงตีหนึ่ง
เริ่มปวดมากแล้วถี่ขึ้นด้วย
บอกก่อนนะ แม่ชอนซายังไม่ร้องโอดโอยมาก ตอนนี้
พยาบาลจับย้ายเข้าห้องเตรียมคลอด (ติดกับห้องคลอด)
ตรวจปากมดลูกอีกครั้ง ห้าเซ็นต์
พยาบาลบอกว่า ยังอีกไกลค่ะ อาจจะพรุ่งนี้เช้าก็เป็นได้
แล้วพยาบาลก็ปล่อยให้นอนรอ
ขอแอปเปิ้ลสักชิ้นเถอะนะพ่อ หิวจัง
จะคลอดกันอยู่แล้วยังห่วงกิน
แต่พอพ่อชอนซากลับมา โดนพยาบาลฉีดน้ำยาสวนอุนจิแล้ว
อดเลย ไม่ได้แล้ว หลังจากนี้กินอะไรไม่ได้อีก
ตีสองเริ่มต้องเบ่งช่วยให้ชอนซาดันปากมดลูกแล้วหละ
การเบ่งนี่ เราไปเผลอเบ่งขึ้นหน้า
หน้าดำหน้าแดงเสียนาน
ไม่ช่วยอะไรชอนซาน้อยเลย
เมื่อก่อนอ่านหนังสือ ได้ยินคำว่า "ลมเบ่ง"
ก็นึกเอาเองว่า ลมเบ่งคือ พลังภายในที่จะทำให้เราเบ่งได้โดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด
ลมเบ่งคือ ความทรมาน ว่าฉันต้องเบ่งแล้ว มาช่วยทำอะไรให้ทีสิ
กลางดึกอย่างนี้ หมอไม่มานั่งรอง่ายๆหรอก
เบ่งตั้งแต่ตีสอง
สองชั่วโมงผ่านไป
นานเหมือนสิบปี
นานจนลืมตัวเอง
นานจนเผลอคิดไปว่า
นี่ชั้นคือใคร
นี่ชั้นมาทำอะไรที่นี่
รู้แต่ว่า มีหน้าที่เบ่งอย่างเดียว
ทำไมหมอไม่มา
ถ้าหมอมา จะมีกำลังใจจะเบ่งให้สุดใจ
แต่หมอภาคดึกเล่นตัวมาก
ไม่ปรากฎกาย ถ้าไม่เจียนคลอดแล้วจริงๆ
หมอใจดำ... :(
พ่อชอนซา ง่วงมาก ตอนไหน นอนรอลมเบ่งนาน
ก็จะเผลอวูบหลับไปที่เตียงข้างๆ
แม่หมั่นไส้พ่อมาก พอปวดท้องทีก็ได้โอกาสทุบพ่อที
ันั่นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปวดน้อยลง ฮ่า ฮ่า ฮ่า
(ลมเบ่งไม่ได้มาตลอดเวลา พอปวดท้องจะมี พอหายปวดก็หยุด
และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ นอนรอ)
บางที อยากลงไปนั่งแบบนั่งยองๆเบ่งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ไม่ชอบท่านอนที่สุด ไม่มีแรงเลย
แต่พยาบาลอนุญาติให้แค่ได้ลองเบ่งใ้นท่านั่งเท่านั้น
แล้วก็ต้องกลับลงนอนให้แกจิ้มตรวจความกว้างของปากมดลูกต่อ
พยาบาลให้สัญญาณความอุ่นใจ
ด้วยการโกนนิดหน่อย อย่างมืออาชีพ
ในที่สุด หมอก็ปรากฎตัว
พยายามเบ่งอย่างสุดใจ เหมือนนักเรียนตั้งอกตั้งใจทำข้อสอบอวดอาจารย์
สองทีเท่านั้น ถูกสั่งย้ายห้อง
ต้องลงเดินเองฮ่ะ ..
รู้สึกเหมือนมีอะไรคาค้ำอยู่ตรงสุดทางออก
เดินกางขานิดๆ ..
กรูหมดแรงแร้ว แร้วนี่จะเอาพลังที่ไหนไปเบ่งต่ออีกหละนี่
ขึ้นเตีียงได้ ก็อุ่นใจ
เหมือนกำลังจะได้รับความช่วยเหลือ หลังจากดิ้นรนด้วยตัวเองมานาน
รู้สึกเหมือนของแหลมจิ้มที่ตรงนั้น
ไม่รู้ว่าอะไร แต่เจ็บแค่นี้เล็กน้อยมาก
ขณะเตรียมตัวนั้น ได้ยินพยาบาลถามพ่อชอนซา
"จะเป็นคนตัดสายสะดือเองไหมคะ? "
แล้วพ่อชอนซาก็ได้ใส่เสื้อเขียว ถือกรรไกรเตรียม
แอบเห็นด้วยหางตา
เอาหละ ทุกอย่างพร้อม . . .
เบ่งอีกครั้งสองครั้ง ก็รู้สึกอะไรอุ่นจัดๆ ไหลพรวดออกมา
ตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่า เขาดูดปากจมูกเด็กก่อน แล้วค่อยช่วยนำเบ่งที่เหลือ
หรือว่าชอนซาไหลออกมาเลย
โดนเขากรีดแน่นอน แต่กรีดกันตอนไหนไม่รู้เรื่องเลย
ไคล์แมกซ์ที่อยากมีประสบการณ์ อยากสัมผัสนักหนา
คือตอนที่ชอนซาไหลออกมานี่แหละ
อุ่นจัดมาก .. และรู้สึกดี
ชั้นเป็นแม่แล้ว ... ด้วยตัวเอง
น้ำคร่ำแตกตั้งแต่ตอนเบ่งที่ห้องเตรียมคลอด
บางทีมาคลอดตอนกลางคืนก็ดีเหมือนกัน
เพราะสามารถโวยวายได้เต็มที่ ไม่ต้องอายใคร
ชอนซาเสียงดังมาก
นอนร้องตัวยืดๆ แว๊ๆ ๆ ๆ อยู่บนผ้าเขียวๆ ในเตียงเล็กใกล้ๆ
โห ... ทำไมใหญ่กว่าที่คิด
นี่เหรอ น้ำหนัก 3.1 ไม่ใช่หละม๊าง
เคยได้ยินบางคน บอกว่าได้ยินเสียงลูกแล้วน้ำตาไหล
ทำไมของเราไม่มีอารมณ์ไหลวะ ?
นอนหอบหายใจระทวย
หมอเย็บแผลนานมาก
รู้สึกเจ็บเหมือนกัน แต่ไม่เกินทน
สักพัก พยาบาลเอาไอ้หนูตัวยาวๆ ห่อผ้ามาใส่อ้อมกอด
ก็ได้ยินบางคนว่า อีกนั่นแหละว่า พอลูกมาให้กอดน้ำตาไหล
ของเราก็ไม่ไหลอีกนั่นแหละ
ก้มลงระดมจูบลูกที่หน้าผาก
เท่านั้นเอง ชอนซาเสียงดังก็เงียบปริ๊บ เหมือนกดปุ่ม
เห็นชอนซาตาแป๋ว มองพ่อที่ยืนอีกด้านของเตียง
กลิ่นชอนซา หอมจัง หอมแบบกลิ่นเด็ก
หอมพิเศษ หอมแบบ หอมแล้วอยากหอมอีก
เลยจูบเอาๆ อย่างเดียวเลย ที่หน้าผาก
แล้วพยาบาลก็พาไป
แม่นอนเย็บจนเสร็จ ตัวเริ่มสั่น
หมอบอกว่า เพราะสูญเสียเลือดจำนวนมาก
ปากคอคางสั่นไปหมด
พยาบาลเอาผ้าห่มมาห่อตัวให้ แล้วนั่งรถเข็นกลับห้องพัก
เรี่ยวแรงหายไปหมด
ได้ยินว่า เขาแจ้งเวลา
ว่าอีกกี่ชั่วโมงจะพบชอนซาได้อีกครั้ง
อีกกี่ชั่วโมง จะได้ทานข้าวเช้า
สิ่งที่จำได้คือ
ชั่วโมงหลังจากนี้ ต้องต่อสู้กับความหิวมากมาย
แต่สถานะเรากลับกลายเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่คนกินอะไรก็ได้เมื่อสักครู่
เสบียงที่พ่อชอนซามี ได้แต่โยเกิร์ต และผลไม้ในตู้เย็น
เกือบได้กินโยเกิร์ต แต่นึกขึ้นได้เลยโทรกลับไปถามคุณยายชอนซา
คำตอบคือ ห้ามกินของเย็นๆแล้วตอนนี้
ตามกฎคนหลังคลอด
ทั้งๆที่หิวไส้จะขาด
แต่กลัวผลแห่งการฝ่าฝืนกฎหลังคลอดมากกว่า
ได้ยินจากหลายๆคน บอกว่า ร่างกายเปลี่ยนไป
เวลาอากาศหนาว เหมือนหนาวเข้ากระดูก
หนาวสั่นกว่าคนปกติทั่วๆไป
เลยต้องนอนนับเวลารออาหารเช้า
ได้ยินเสียงชอนซาร้องไห้ลั่นแว่วมา
ห้องเด็กอ่อน อยู่หน้าห้องพักนี่เอง
โถ ชอนซาคงร้องไห้คิดถึงแม่ ...
ขอพ่อให้ไปพาชอนซามา
ผลคือ ไม่สำเร็จ
พยาบาลบอกว่า ชอนซาต้องการเวลาคายน้ำคร่ำ
เป็นเวลา 6ชั่วโมงอย่างน้อย
แล้วจึงจะ้กลายเป็นมนุษย์โลกสีฟ้าอย่างเต็มตัวได้
นอนไม่หลับเลย
หิว และ อยากกอดชอนซา ..
คืนนี้เ็ป็นคืนที่ทรมานคืนหนึ่งในความทรงจำ
(ยังหารู้ไม่ว่า นี่เป็นแค่บทเริ่มต้น เดี๋ยวมีทรมานกว่านี้อีก จะเล่าต่อๆ จากนี้แหละ)
2007/3/19
ชอนซาคลอด ณ เวลา 4.12 am.

วันที่หนึ่งบนโลกของชอนซา
อายุ 6ชั่วโมง
อายุ 6ชั่วโมง